ถ้าใครที่เข้ามาที่นี่เป็นครั้งเเรกเเนะนำให้ไปอ่านเกี่ยวกับข้อตกลงที่หน้า Open"""ก่อนนะครับ

..................................................  

FictionYaoi 

Title – เพลิงแค้น ไฟรัก
Category - Fiction
Couple: Minho x Taemin
Author – shirotaemin

............................................................................

...1



สายลมเย็นเยียบพัดโฉบมาเป็นระลอก ผลักแผ่นเมฆสีเทาเข้มให้แผ่กระจายปกคลุมทั่วผืนแผ่นฟ้า บดบังแสงสีส้มแดงของแสงอาทิตย์ยามอัสดง ไอน้ำที่มองไม่เห็นอัดตัวแน่นอยู่ในชั้นบรรยากาศในช่วงก่อนฝนตก บรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกเหนียวตัวเนอะแหนะกำลังปกคลุมไปทั่วเมืองแห่งนี้


ลำนิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษหนังสือที่เจ้าของของมันไล่สายตาเรื่อยมาจนถึงอักษรตัวสุดท้าย ดวงตากลมโตจับจ้องอยู่ที่หน้าหนังสือขนาดพ็อคเก็ตบุ๊ค อันที่จริงมันก็ไม่ใช่หนังสือที่น่าอ่านเท่าใดนักหรอก เพียงแต่ที่ร่างบางมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่มันก็เพราะต้องการที่จะฆ่าเวลาในระหว่างที่กำลังรอสารถีประจำตัวมารับกลับบ้านและก็เพื่อต้องการทำให้ตั
วเองรู้สึกยุ่งตลอดเวลาจนไม่มีเวลาว่างที่จะคิดถึงเหตุการณ์บางอย่างที่วิ่งวนอยู่ในหัวตลอดหน้าร้อนที่ผ่านมา


“แทมิน มานั่งทำอะไรตรงนี้...ยังไม่กลับบ้านเหรอ..”
รุ่นพี่หน้าเข้มที่พ่วงฐานะเพื่อนสมัยเด็กอีกตำแหน่งเอ่ยทักคนตัวบางที่ใช้เวลาหลังเลิกเรียนมานั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จงฮยอนเดินเข้าไปหาแทมิน วางมือบนไหล่เล็กพลางทรุดตัวนั่งลงบนม้านั่งยาวข้างๆ


“ยังไม่กลับครับผมรอพี่ลีทึกอยู่ครับ”
ลีทึก หรือปาร์ค จอง ซู ที่ว่าคือลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุห่างกับแทมินเกือบสิบปี เขาเข้ามาช่วยงานที่บริษัทของพ่อแทมินตั้งแต่ยังเด็ก และความที่ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นไม่ใช่คนถือตัว ทั้งยังใจดี มีความรัก ความห่วงใยต่อแทมินเสมอเสมือนเป็นที่น้องท้องเดียวกัน นั่นก็ทำให้ช่องว่างระหว่างวัยไม่มีผลอะไรกับทั้งสอง แทมินจึงรู้สึกสนิทสนมและวางไว้ใจลีทึกมากราวกับเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ไม่ปราน


บางครั้งที่จงฮยอนไปหาแทมินที่บ้านหรือตอนที่เขาได้เห็นแทมินอยู่กับลีทึกนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาลูกพี่ลูกน้องของแทมินคนนี้เสียเหลือเกิน แล้วยิ่งไปกว่านั้น เขายังคิดอีกว่ามันจะดีแค่ไหนถ้าเขาสามารถอยู่เคียงข้างแทมินได้ตลอดเวลาแบบทึกกี้ และไอ้ความคิดบ้าๆนี่เนี่ยแหละที่ทำให้เขาเผลอมองหน้าของแทมินอย่างเปิดเผยความรู้สึก..... พอรู้สึกตัวอีกทีก็


“เอ๊ะ นั่นไงพี่ลีทึกมาแล้ว....ผมไปก่อนนะครับ..”
แทมินชี้นิ้วไปยังร่างสูงโปร่งของบุคคลที่เอ่ยถึง สองมือเล็กเก็บรวบสัมภาระเข้ากระเป๋าเป้แบบสะพายข้าง ก่อนจะเหลียวหลังหันมายิ้มบางๆให้จงฮยอนแทนคำบอกลา แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปหาคนคนนั้นที่อีกฝากหนึ่งของถนน

จงฮยอนมองยานยนต์สีดำคันใหญ่ที่แทมินเข้าไปนั่งในตำแหน่งข้างๆคนขับ มองเจ้ายานยนต์สี่ล้อทะยานออกไปแล้วลับตาหายไปตรงโค้งมุมหนึ่งของถนน จากนั้นเขาก็ตัดสินใจพาตัวเองไปที่พาหนะสองล้อสีน้ำเงินคู่ใจ ติดเครื่องยนต์แล้วขี่มันกลับบ้านเช่นกัน


-------------------------------------------










“พี่ลีทึก...ทำไมพาผมมาที่นี่หล่ะครับ”
แทมินหันไปถามสารถีข้างกายด้วยความสงสัย เมื่อเห็นว่าสถานที่ที่รถยนต์คันหรูมุ่งตรงเข้ามาเป็นลานจอดรถของบริษัทของพ่อของเขาแทนที่จะเป็นรั้วเหล็กสีน้ำตาลของสถานที่ที่เรียกว่าบ้าน


“คุณอามีเรื่องจะคุยกับแทมินหน่อย...เลยให้พี่พามาที่นี่...”
ทึกกี้หันหน้ามาตอบก่อนที่จะมองซ้ายขวา หาพื้นที่ว่างๆที่จะจอดเจ้าพาหนะคันนี้


“แล้วคุยที่บ้านไม่ได้เหรอ....ทำไมต้องมาคุยที่นี่ด้วย”
คิ้วเรียวสวยเริ่มขมวดหากันราวกับเจ้าของของมันกำลังกำลังใช้ความคิด ดวงตากลมใสของแทมินยังคงมองทึกกี้อยู่ เพื่อรอคำตอบที่กระจ่างกว่าการคาดเดาของตัวเอง แต่เขาก็ต้องแปลกใจเล็กน้อยเมื่อคำตอบที่ได้รับคือ

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน”
.
.
.
.
แทมินกับทึกกี้ทักทายพนักงานฝ่ายต่างๆเป็นระยะๆระหว่างที่เดินไปตามทางเดินของบริษัท เพื่อมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นบนสุดของอาคารที่เป็นตำแหน่งห้องทำงานของผู้บริหารระดับสูงหรือ ห้องทำงานของประธานบริษัท ลีอินดัชเทอเรียล คอเปอร์เรชั่น


บริษัท ลีอินดัชเทอเรียล คอเปอร์เรชั่น เป็นบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเกาหลีที่มีส่วนแบ่งตลาดของภาคอุตสาหกรรมในสาขาย่อยประเภทต่างรวมกันติดอันดับหนึ่งในสี่ของบริษัทที่มีส่วนแบ่งตลา
ดอุตสาหกรรมในเกาหลีสูงที่สุดแห่งหนึ่ง และก็คงจะเดาได้ไม่ยากเลยว่า ทั้งจำนวนพนักงานทั้งในบริษัทแม่และบริษัทสาขาต่างๆจะมีจำนวนมากมายขนาดไหน


แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ ช่วงเวลาเพียงไม่นานที่คนคนหนึ่งได้ก่อตั้งมันขึ้นมาและบริหารมาจนถึงทุกวันนี้ เขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน และเป็นคนที่แทมินรู้จักดี... ลี แท ซอง



“สวัสดีครับพ่อ...พ่อมีเรื่องอะไรจะคุยกับผมหรือครับ...”
แทมินวิ่งเข้าไปสวมกอดลี แท ซอง ชายวัยกลางคนร่างสูงโปร่งที่ยืนหันหน้าเข้าหาพนังห้องด้านหนึ่งที่ทำด้วยกระจกใสบานใหญ่ เขายืนนิ่งมองทัศนียภาพของเมืองโซลยามสนทยา มองผืนฟ้าที่ควรจะถูกแต่งแต้มด้วยสีส้มแดงของตะวันยามเย็น แต่มันกลับถูกทาบทับด้วยสีเทาขนาดมหึมาของกลุ่มเมฆที่แผ่ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า


“ไม่มีอะไรหรอกลูก...พ่อแค่อยากเห็นหน้าลูกเท่านั้นเอง ว่าแต่ชีวิตวันแรกในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นไงบ้างหล่ะลูก...”
ทั้งน้ำเสียง อ้อมแขน และสัมผัสจากฝ่ามือมือที่ลูบกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้ม ทุกการกระทำดูแผ่วเบา อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรักของพ่อคนหนึ่งที่แสนห่วงใยลูกของตน แทมินรับรู้ถึงความห่วงใยที่คนคนนี้มีต่อเขา และเขาเองก็ตอบแทนความห่วงใยนั้นด้วยความรักและเคารพบุคคลคนนี้อย่างมากเช่นกัน


“ก็ดีครับ...ถึงวันนี้ผมจะไปมหาลัยเป็นวันแรก แต่ผมก็มีเพื่อนแล้วนะ...”
เสียงหวานใสเอ่ยจ้อเล่าเรื่องราวที่ตนประสบพบเจออย่างตื่นเต้น ราวกับกำลังเล่านิทานเรื่องยาวให้เด็กน้อยฟังพียงแต่อีกฝ่ายที่รับฟังอยู่ไม่ใช่เด็กน้อยแต่เป็นพ่อที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏอยู่บนใบหน้า ยิ้มตอบรับทุกจังหวะคำพูดของเจ้าลูกชายที่แสนน่ารัก อีกทั้งเอ่ยคำถามขึ้นมาเป็นระยะสลับกับเรื่องราวที่แทมินเล่าให้ฟังเพื่อแสดงออกถึงการตั้งอกตั้งใจฟัง


ทั้งสองพูดคุยกันอยู่เนินนานราวกับไว้ได้หลงลืมการเดินทางของกาลเวลาไปแล้ว แต่จู่ๆเสียงหวานใสก็หยุดลงเมื่อแทมินรู้สึกว่า ลำแขนแกร่งของพ่อเป็นพ่อโอบกระชับร่างของเขาแน่นขึ้น


“พ่อดีใจนะ...ที่เห็นลูกกลับมาร่าเริงอีกครั้ง รู้มั๊ยพ่อรู้สึกไม่สบายใจเลยที่ลูกกลับมาจากฝรั่งเศส แล้วลูกดูซึมไป”
แทมินฝืนยิ้มรับ อันที่จริงเขาก็พูดไม่ได้หรอกว่ารู้สึกดีขึ้นกับเรื่องที่ว่าแล้ว เพียงแต่ตอนนี้ เขาไม่อยากให้ผู้เป็นพ่อไม่สบายใจไปกับเขา ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ ต้องฝืนแสดงความร่างเริงสดใสออกมามันก็เท่านั้น


“เอ่อ แทมินวันนี้พ่อไม่กลับบ้านนะ มีงานต้องเคลียร์ที่บริษัทอีกนิดหน่อย”
แทมินขมวดคิ้วมุ่นทั้งสงสัยและเป็นกังวลเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของผู้เป็นพ่อที่ปรากฏให้เห็นขณะที่พูดว่า “นิดหน่อย”
....บอกว่านิดหน่อยแล้วทำไมถึง ดูกังวลอะไรมากมายขนาดนั้น....


แต่กระนั้นก็ตามเขาก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ภายในใจ ไม่พูดหรือถามอะไรที่จะเป็นการรบกวนผู้เป็นพ่อ ปล่อยให้ท่านได้ทำงานต่อไป
“อย่าหักโหมนะครับ”


แทมินเอ่ยคำลาผู้เป็นพ่อ แล้วเดินออกมาจากห้องทำงาน เดินตรงไปหาลีทึกที่นั่งรออยู่ที่โซฟา ใกล้กับโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่าง ซึ่งเป็นจุดรับรองลูกค้า ร่างบางขมวดคิ้วเรียวด้วยความสงสัยว่าทำไมวันนี้ ทุกคนถึงแสดงอาการแปลก ตั้งแต่คุณพ่อที่ดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลบางอย่างและพี่ลีทึกที่เอาแต่นั่งจ้องถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่า ราวกับกำลังเก็บอมความทุกข์อะไรบางอย่างเอาไว้


“พี่ลีทึกครับ เป็นอะไรรึเปล่า...”
ทึกกี้สะดุ้งตกใจเล็กน้อย ก่อนที่จะส่ายหน้าแทนคำตอบ แล้วเดินนำแทมินไปตามทางที่มุ่งหน้าไปสู่ลานจอดรถ
.
.
.
.










“พี่ลีทึกครับ พี่มีอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า”
แทมินขมวดคิ้วมุ่นมองหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน มองกลีบปากอิ่มสวยของคนตรงหน้าที่ถูกเม้มแน่น มองดวงตากลมใสที่ฉายแววแห่งความอึดอัดที่ซุกซ่อนในจิตใจ แทมินมองทึกกี้ที่มีท่าที่เหมือนกับมีเรื่องบางอย่างอยากจะบอกเขารู้ แต่ก็ไม่พูดออกมาเสียที


ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสอง เงียบจนสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงของเครื่องปรับอากาศรถยนต์ที่กำลังทำงานอยู่ และมันก็เป็นเพียงเสียงเดียวที่แผ่วเสียงท่ามกลางบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้


“......................”


“พี่ขอโทษ...ไม่รู้ว่าจะพูดออกไปดีหรือเปล่า...แต่พี่ว่าแทมินมีสิทธิ์ที่จะรับรู้มัน...”
ทึกกี้เอ่ยเสียงแผ่วที่เจือไปด้วยความรู้เสียใจราวกับว่าตัวเองกำลังทำเรื่องที่ผิดมหันต์ต่อน้องชายที่เขาแสนรักและแสนห่วงใยคนนี้


“เมื่อกลางวันมีคนจากบริษัทชเวกรุ๊ปมาขอพบกับคุณลุงเป็นการส่วนตัว...”
ทึกกี้เว้นจังหวะคำพูดแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะเอ่ยต่อไป...


“โดยปกติแล้วถ้ามีคนจากบริษัทอื่นมาขอพบคุณลุง พวกเขาจะต้องทำเรื่องผ่านพี่ทุกครั้ง แต่ครั้งนี้....”
ญาติผู้พี่น้าสวยละสายจากจากแทมิน เสมองออกไปนอกกระจกรถ มองความเงียบของลานจอดรถที่มีเพียงยานยนต์ของเขาและอีกคันของประธานบริษัทที่จอดอยู่ไม่ไกลนัก


“เขาเข้าไปในห้องคุณลุงพักใหญ่ แล้วออกมาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสองสามอันแต่มีอันหนึ่งที่พี่เห็น.............มันเขียนไว้ว่า”
........บันทึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทลีอินดัชเทอเรียล คอเปอเรชั่น ในช่วงปี2001-2009….


ทึกกี้มองหน้าแทมินอย่างมีความหมาย และแทมินก็เข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร ทั้งพฤติกรรมของคนพวกนั้น และสีหน้าที่แสดงออกถึงความกังวลของทึกกี้


มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิดที่คนจากบริษัทคู่ค้าจะขอพบกับประธานบริษัทโดยไม่อนุญาตให้เลขาส่วนตัวของประธานบริษัทเข้าร่วมในการสนทนาด้วย อีกทั้งหากเป็นการเจรจาการค้ากันธรรมดาแล้วทำไมอีกฝ่ายถึงจำเป็นที่จะต้องนำเอกสารเกี่ยวกับสถานการณ์การเงินของอีกฝ่ายติดมือมาด้วย....


หรือว่า....



“แล้วคุณพ่อว่าไงบ้างครับ...”
แทมินพยามข่มเสียงให้เป็นปกติมากที่สุดทั้งที่ตอนนี้เขากำลังอึดอัดเพราะความหวาดกลัวกำลังบีบหัวใจเขาอยู่


“เกี่ยวกับเรื่องนั้น.....คุณอาไม่พูดอะไรเลย....บอกเพียงแค่ว่า....อยากเจอแทมิน...แล้วก็ให้พี่พาแทมินมาที่นี่....”
เป็นอีกครั้งที่ความเงียบเข้าปกคลุมทั้งสองคน ทั้งสองคนที่แม้ว่าจะมีอายุห่างกัน อยู่ในสถานภาพต่างกัน แต่ก็มีสิ่งๆหนึ่งที่เหมือนกันคือ กำลังกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงของบริษัท บริษัทที่คนที่เป็นที่รักและเคารพของทั้งคู่สร้างมันขึ้นมากับมือ บริษัทที่ยามนี้กำลังจะสั่นคลอน






“พี่ลีทึกครับ....ช่วยพาผมไปที่บริษัทชเวกรุ๊ปหน่อยได้มั๊ยครับ....”










-----------------------------------------









เสียงเครื่องยนต์จากพาหนะสอล้อหยุดลงพร้อมกับเสียงฟ้าคำรามครืนใหญ่ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังไม่ยอมทิ้งเม็ดน้ำฟ้าลงมาเสียที....

จงฮยอนจอดรถมอเตอร์ไซด์คู่ใจที่บริเวณลาดจอดรถของคฤหาสน์หรูที่เขาไม่อยากเรียกมันว่าเป็นบ้านเท่าใดนัก

ดวงตาคมเสมองยานยนต์ยี่ห้อดังที่จอดอยู่ข้างๆ มองเพียงชั่วครู่ ก่อนที่จะ พึมพำถ้อยคำบางอย่างออกมา



....เศษเหล็กแห่งวัตถุนิยม...



ทันทีที่จงฮยอนก้าวเท้าเข้าสู่โถงรับแขก เสียงทุ้มต่ำของคนคุ้นเคยก็แว่วมาให้ได้ยิน จากโซฟาเนื้อนุ่มที่ตั้งเด่นอยู่กลางห้องโถง

ชายร่างสันทัด บุคคลิกภูมิฐาน กรอกเสียงเข้มอันแสนส่งอำนาจผ่านเครื่องมือสื่อสารพูดคุยกับคนปลายสายอย่างออกรสชาติ บทสนทนาเรื่องเดิมๆ ได้ยินอยู่เป็นประจำ ไม่เคยพ้นเรื่องธุรกิจหรือเรื่องเงินๆทองๆ


....ได้ยินบ่อยกว่าคำว่าสวัสดีหรือกลับมาแล้วหรือเสียอีก..


ดวงตาคมเสมองบุคคลดังกล่าวด้วยแววตาที่ไม่แตกตางจากที่เขามองเหล่ารถหรูเมื่อครู่ เขาละสายตาแล้วเดินไปยังชั้นสองของอาคารนี้ เพื่อมุ่งตรงไปยังห้องนอน













เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ถูกระบายออกมาจากชายหนุ่มหน้าเข้มที่ทิ้งตัวนั่งลงที่ขอบเตียงอย่างเบื่อหน่าย เขากวาดตาไปรอบๆห้อง ห้องที่ค่อนข้างโปร่งโล่ง ไม่มีสิ่งใดนอกจาก เครื่องนอน และกีต้าร์โปร่งตัวโปรดที่พิงอยู่ที่ขอบเตียง


มือเรียวเอื้อมออกไปคว้ามันแล้วประคองสู่อ้อมกอดอย่างทะนุถนอม จัดท่าทางนิ้วมือเตรียมพร้อมที่จะกรีดเส้นสายสร้างเสียงเพลง


แทนที่เขาจะได้ยินเสียงอันไพเราะของมัน แต่กลับกลายเป็นเสียงเข้มของใครบางคนที่เขาไม่อยากเห็นหน้า เสียงที่เสียดแทรกเข้ามาในโสตประสาทอย่างเยียบเย็น


“ชั้นมีเรื่องจะคุยกับแก”


ร่างสันทัดของบุคคลที่มีเค้าโครงใบหน้าไม่แตกต่างจากจงฮยอน คนที่เป็นเจ้าของบ้านที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องของเขาโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า

อันที่จริงก็ไม่ถูกเท่าใดนักที่จะเรียกการกระทำเช่นนี้ว่าถือวิสาสะ เพราะคนที่เขามาห้องของเขาโดยไม่บอกกล่าวก่อนนั้นไม่ใช่คนอื่นไกล อีกทั้งยังมีสถานภาพเป็นบิดาของเขาเอง แต่เหนืออื่นใดนั้นเขาก็ไม่อยากยอมรับภูมิสถานภาพนั้นเท่าใดนัก



“มีอะไรหรือครับ”
จงฮยอนถามกลับทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากเครื่องสายในอ้อมกอด

เสียงผ่อนลมหายใจของผู้ที่มีอายุมากกว่าดังขึ้นราวกับไม่พอใจ แต่เขาก็พยามยามที่จะไม่ใส่ใจในการกระทำนั้นเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าการชวนทะเลาะ

“ฉันอยากให้แกไปฝึกงานที่บริษัทได้แล้ว”
เสียงเยียบเย็นเอ่ยจุดประสงค์ของการมาเหยียบที่ห้องนอนแห่งนี้ ทั้งที่นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ เขาไม่ได้เข้ามาที่นี่เลย

จงฮยอนวางเครื่องดนตรีในอ้อมกอดตรงที่เดิมที่เขาหยิบมันขึ้นมา เขาวางมันอย่างเบามือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสมตากับชายเบื้องหน้า

จงฮยอนมองใบหน้าฝ่ายตรงข้ามด้วยสายตาว่างเปล่า พร้อมกับนึกทวนคำพูดเมื่อครู่ในความคิด




.....ฉันอยากให้แกไปฝึกงานที่บริษัทได้แล้ว......

บริษัทที่ว่าคือบริษัทของบิดาของเขาเอง มันเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสื่อโทรทัศน์และทรงอำนาจมากในวงการบันเทิงของเกาหลี แต่แม้มันจะยิ่งใหญ่เพียงใดเขาก็ไม่อยากทำงานที่นั่นอยู่ดี เขาไม่อยากบริหารบริษัทที่ว่านั่น มันไม่ใช่สิ่งที่เขาใฝ่ฝัน


“...ผมไม่อยากทำ..”
เป็นอีกครั้งที่คู่สนทนาของจงฮยอนต้องสูบลมหายใจลึกๆเข้าสู่ร่างกาย เพื่อรับไอเย็นของอากาศภายนอกมาบรรเทาความโกรธภายในที่เริ่มครุกรุ่น

“ถ้าแกไม่อยากทำงานที่บริษัท แล้วแกอยากทำอะไร...”

“ผมอยากเป็น...”
“นักร้อง....”
ผู้เป็นบิดาเสริมคำตอบของลูกชายด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แล้วจับจ้องใบหน้าของคนที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนด้วยสายตาดูถูก

“ฉันเลี้ยงดูแก มาจนโตขนาดนี้ แต่แกกลับไร้สมอง ยังไม่เลิกฝันบ้าๆบอๆถึงไอ้อาชีพเต้นกินรำกินประเภทนั้นอีกหรอ!!!!”

จงฮยอนกำหมัดแน่นจนรู้สึกเจ็บ มันเจ็บเข้าไปถึงหัวใจกับการที่ถูกดูถูกความฝัน ความฝันที่คนตรงหน้ามองเห็นเป็นแค่เพียงเรื่องไร้สาระ
อันที่จริงเขารู้สึกขัดแย้งอย่างมากตั้งแต่ที่บุคคลนั้นกล่าวอย่างทวงบุญคุณว่า...

...เลี้ยงดูจนโต...

....พูดออกมาได้ไง ว่าเลี้ยงดูจนโต...สิ่งที่ผมได้รับก็มีแค่เพียงสิ่งที่เรียกว่าเงินเท่านั้น...



...สิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น ผมไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้รับมันจากพ่อเลย...

เสียงตัดพ้อที่ก้องสะท้อนอยู่ในใจ แม้ว่าจะไม่ได้พูดออกไป แต่แววตาของเขาก็สื่อถึงมันออกมาอย่างชัดเจน เผยออกมาให้บุคคลเบื้องหน้าได้เห็นจนหมดสิ้น

แม้จะจับความหมายที่แววตาคมของจงฮยอนต้องการจะบอกได้ แต่บุคคลที่เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็งเเละทุกลมหายใจเข้าออกเป็นเรื่องของธุรกิจอย่างเขาคนนั้นหรือจะเก็บเอามาใส่ใจ


“ฉันจะพูดกับแกเป็นครั้งสุดท้าย...”

“ไม่ว่าเมื่อไหร่ ผมก็ไม่ทำทั้งนั้น!!!!”

จงฮยอนระเบิดเสียงราวกับจะแข่งกับเสียงฟ้าคำรามเบื้องนอก

“แก!!!!”

ไม่ต่างกันเท่าใดนัก ตอนนี้ชายเบื้องหน้าจงฮยอนก็รู้สึกโกรธแค้นสายเลือดของตนเช่นกัน


ร่างสันทัดเดินตรงมาหาจงฮยอนเอื้อมมือหยิบเครื่องดนตรีชิ้นโปรดของลูกชาย มือใหญ่จับมันฟาดลงกับหัวเตียง ตัวเครื่องแตกออกเป็นสองส่วน สิ่งที่ยึดมันไว้ด้วยกันมีเพียงสายเส้นโลหะที่บิดงอเท่านั้น

“พ่อ!!!!”

จงฮยอนกรีดร้องร้องห้ามเสียงหลง ตะเบ็งเสียงแข่งกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาสู่เบื้องล่าง มันทิ้งเม็ดฝนหนักๆซาดกระทบบานหน้าต่าง

“ไม่ว่าเมื่อไหร่...พ่อก็ไม่เคยเข้าใจผมเลย...”
จงฮยอนเอ่ยเสียงรอดไรฟัน ดูไม่ออกเลยว่ายามนี้เข้ารู้สึกเกรี้ยวโกรธหรือกำลังเสียใจอยู่กันแน่


“ฉันไม่เคยเข้าใจแกอย่างนั้นหรอ...”
ชายสูงอายุพูดเสียงขึ้นจมูก ปรายตามองจงฮยอนกำลังเก็บซากกีต้าร์ขึ้นมากอดอย่างทะนุถนอม


“ถ้าแกไม่เอาแต่ทำตัวนอกคอก...มีแต่ความคิดเหลวไหลไม่ยอมโตแบบนี้..”
เขาหยุดชะงักคำพูดไปเมื่อได้ยินเสียงแผ่วของอีกคนที่แทรกเสียงสายฝนกระหน่ำพูดออกมา

“แกว่าไงนะ...”



“ผม...เกียด...พ่อ”

จงฮยอนเน้นชัดทุกคำ พร้อมตอกย้ำความรู้สึกด้วยสายตาที่จ้องมองคนที่เขาเรียกว่าพ่อ



“ไอ้ลูกเลว!!!!”


…เพี๊ยะ...

เสียงฝ่ามือกระแทกผิวแก้ม ใบหน้าคมสันบิดเซไปตามแรงซัดจากฝ่ามือใหญ่ เพียงชั่วครู่หยาดเลือดสีแดงสดก็ไหลออกมาจากมุมปากของจงฮยอน



จงฮยอนทิ้งซากเครื่องดนตรีตัวโปรดราวกับว่ามันหนักเกินไปที่จะแบกรับไว้ด้วยสองมือนี้ได้


เร็วเท่าความคิดนิ้วเรียวเอื้อมไปหยิบพวงกุญแจพาหนะคู่ใจพร้อมเดินตรงไปยังประตูห้องนอน


ทันทีที่จงฮยอนแตะลูกบิดประตู เสียงของคนที่เขาไม่อยากได้ยินมากที่สุดในยามนี้ก็เอ่ยขึ้น


“ถ้าแกก้าวเท้าออกไปจากที่นี่....แกก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก....”


มือหนาบิดกลอนประตู ตั้งท่าจะเปิดมันออก เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะไม่อยู่ที่นี่ เขาตั้งท่าจะก้าวออกไปจากห้อง แต่ก็ต้องชะงักอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเย็นเอ่ยขึ้น

“แกไปได้แต่ตัว...ของที่ฉันเคยให้แกไว้ แกไม่มีสิทธิ์จะเอาไป”

พวงกุญแจรถที่เมื่อครู่เขากำแน่นอยู่ในมือร่วงลงไปกองกับพื้น มือถือเครื่องงามและกระเป๋าสตางค์ถูกทิ้งลงสู่เบื้องล่างพร้อมๆกัน




เปลือกตาของจงฮยอนเลื่อนลงมาปกปิดหยดน้ำตาใสที่เอ่อคลออยู่ริมขอบตา เขาต้องการที่จะกักกั้นมันเอาไว้


หยดน้ำตาที่ไม่ได้เกิดจากการเสียดายของ หยดน้ำตาที่ไม่ว่าจะให้มันไหลออกมามากมายเท่าใดมันก็ไม่เคยมีค่าสำหรับบุคคลเบื้องหน้า




เขาค่อยๆหันหลังกลับมามองเจ้าของน้ำเสียงเมื่อครู่

หยดน้ำตาที่คลอเบ้าสั่นระริกตามเเรงสะท้านของลมหายใจที่เข้าออก


“ใช่ ทุกอย่างที่เป็นของๆพ่อ ผมก็ไม่อยากได้มันนักหรอก...”



......ของๆฉัน.....
จงฮยอนทวนคำในความคิดก่อนที่เขาจะระเบิดเสียงออกมาอีกครั้ง

“แม้แต่เลือดของพ่อที่ครึ่งหนึ่งมันอยู่ในตัวผม...ผมก็ไม่เคยอยากได้มันเลย!!!!”




จงฮยอนเดินออกไปแล้ว

หยาดน้ำตาที่เกินจะกักเก็บไว้ได้อีกเเล้ว ไหลเรื่อยลงมาเป็นสาย หยดลงสู่พื้น



....เเล้วจางหายไป.........









เสียงโทสะที่สาดใส่กันจบลงแล้ว มันเหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความโกรธที่ทั้งคู่สาดใส่กัน มีเหลือเพียงความว่างเปล่าของวัตถุนิยมที่ตกกองอยู่ที่พื้นห้อง










....เหลือเพียงแค่วัตถุ...




....ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ....







..................2B Con

tranCartoonYaoi tranCartoonYuri FanArtsYaoi FanArtsYuri FictionYaoi  FictionYuri 

edit @ 2 Jan 2010 01:39:10 by Shirotaemin

edit @ 2 Jan 2010 22:37:24 by Shirotaemin

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet